++บลิส พับลิชชิ่ง และ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 40++
วันที่ 29 มีนาคม – 8 เมษายน


และแล้วงานสัปดาห์หนังสือที่รอคอยก็เวียนมาถึงหลังจากจบลงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นงานไหนๆ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราไม่เว้นแม้กระทั่งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เพราะนี่เป็นงานเลี้ยงสุดท้ายของหนึ่งในสำนักพิมพ์ขวัญใจมหาชน (รวมทั้งเราด้วย) Bliss Publishing หลายคนคงได้รับอีเมล์แจ้งข่าวสารนี้แล้วจากทางสำนักพิมพ์ หรือได้รับรู้จากหน้ากระทู้ Pantipและอีกหลายๆแหล่งข่าว หลายคนเรียกร้องขอคำตอบว่าเพราะเหตุใด Bliss Publishing จึงได้ปิดตัวลงทั้งๆที่จัดงานหนังสือทีไรบู๊ทของ Bliss Publishing ก็เป็นหนึ่งในบู๊ทที่คนล้นหลามตลอดเวลา ซึ่งเหตุผลก็คงจะเป็นเรื่องทางการเงินเพราะนี่คือสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด ไม่ใช่สำนักพิมพ์เล็กๆดำเนินงานสไตล์ครอบครัว หลายคนเรียกร้องอยากรู้อนาคตของหนังสือเรื่องที่ตัวเองกำลังอ่านอยู่ ส่วนตัวเราเองนั้นไม่ได้ต้องการอยากรู้เหตุผลอะไร นอกจากเสียดายและเสียใจสำนักพิมพ์ที่เป็นหนึ่งในตัวการรับผิดชอบอาการหลงรักการอ่านหนังสือของเราเมื่อครั้งตั้งแต่สมัยที่ Bliss Publishing ยังเป็นสำนักพิมพ์อิมเมจอยู่เลย พอกลับมาจากเมืองนอกยังเคยไปขนซื้อหนังสือของBliss Publishing ถึงสำนักพิมพ์ที่ตึกแกรมมี่ 
 บน : หนังสือเล่มแรกกับ Bliss Publishing
ส่วนตัวเรานั้น เนื่องจากซื้อหนังสือของ Bliss Publishing ในเครือ JBOOk อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วเลยขาดเพียงแค่ “คินดะอิจิ” ครบเซ็ท กับ หนังสือให้เก็บตกอีก 5-6 เล่มเท่านั้นเอง และเมื่อ Bliss Publishing เดินทางมาถึงวันสุดท้าย โปรโมชั่นลดจัดหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้ก่อตัวขึ้น แน่นอนว่าคนต้องล้นหลามกระหน่ำซื้อทั้งทางโทรศัพท์ เว็บไซต์ และในงานหนังสือเป็นแน่ งานนี้ต้องวางแผน!!
เมื่อได้รับ Booklet จากทาง Bliss Publishing ก็จัดการวงกลม “คินดะอิจิ” ครบเซ็ท และหนังสือที่จะซื้อในราคาเล่มละ 1 บาทอีกสี่เล่ม และหนังสือที่จะซื้อเพิ่มเติมอีก 3 เล่ม ส่งต่อให้พี่ชายซี่งกำลังเป็นพ่อบ้านอยู่กับบ้านตื่นไปเข้าคิวซื้อให้ได้ในวันที่ 29 มีนาคม เวลาเที่ยงตรงห้ามขาดห้ามเกิน (พราะตัวเราต้องไปทำงาน กว่าจะไปได้ต้องช่วงหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป ป่านนั้นคินดะอิจิเราจะเหลือกี่เล่มเนี่ย (ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ คินดะอิจิขายหมดแล้วทุกตอนจ๊า)

“คินดะเล่ม 2 กับ เล่ม 21 หมดนะ”
“อะไรนะ เล่ม 21 เช็คในเว็บวันก่อนมันยังมีอยู่เลย โอเคๆ”
 ล็อคอินเข้า Se-Ed Shop สั่งซื้อคินดะอิจิ ตอนที่ 21 โอนเงินเรียบร้อย รอรับหนังสือในวันรุ่งขึ้นที่สาขาที่ระบุได้เลย รวดเร็วทันใจจริงๆ  

แผนของเราคือไปช่วงเย็นๆเพื่อซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ aday เพราะตอนเย็นคนคงไม่เยอะ ปรากฎว่าคนยังเยอะอยู่ดี โชคดีมีที่แทรกตัวฝั่งริมสุดจิ้มหนังสือในโบรชัวร์ให้น้องๆคนขายช่วยหยิบให้ เอ๊ะๆ มีนักเขียนมาแจกลายเซ็นด้วย คิดว่าน่าจะเป็น คุณภาณุมาศ เจ้าของผลงาน “การลาออกครั้งสุดท้าย” และ “เราจะมีชีวิตที่ดี” กับ คุณแชมป์ ทีปกร webmaster exteen เจ้าของผลงาน“โตเกียวเที่ยวที่หนึ่ง” แต่ว่ากลัวจะยื่นไปให้เซ็นแล้วหน้าแตก “เอ่อ ผมไม่ได้เขียนเล่มนี้นะครับ” เลยสะกิดถามน้องๆคนขายเพื่อความชัวร์ มัวแต่เดินลังเลไปมาจนคุณภาณุมาศเค้าหายไปไหนไม่รู้ ส่วนคุณแชมป์ก็หันไปพูดกับน้องๆคนขาย 
“ผมกลับก่อนนะครับ”  
“เฮ๊ยๆ อย่าเพิ่งกลับดิ ขอลายเซ็นก่อน” คิดในใจนะไม่ได้ตะโกนออกไป ดูหยาบคายเชียว 555+ เลยรีบเดินไปดักรอตรงทางออกของบู๊ท abook และขอลายเซ็นด้วยเสียงสุภาพนิ่มนวลและอ่อนโยน “ขอโทษนะคะ ขอลายเซ็นด้วยได้มั๊ยคะ” ดูน่าสงสารเชียว ขอลายเซ็นนะ ไม่ได้ขอตังค์

...และอันนี้คือรูปของคุณแชมป์ที่อาอี๊แทรกตัวเข้าไปถ่ายให้เมื่อวันเสาร์
“ขอถ่ายรูปหน่อยนะค๊า”
“ได้ครับ” พร้อมกับยิ้มและชูสองนิ้ว กรี๊ด

และนี่คือ Bliss Publishing พร้อมบริวารจากสำนักพิมพ์ต่างๆที่ได้มาในวันแรกของการเยี่ยมเยือนงานสัปดาห์หนังสือ ณ วันที่ 29 มีนาคม
เมื่อมีเทศกาลหนังสือแบบนี้ ธรรมเนียมปฎิบัติคือการไปฝังตัวอยู่ที่งานทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่เที่ยงๆบ่ายๆ แต่ไม่ได้ไปซื้อหนังสือตอนช่วงนั้นหรอกนะ เพราะแค่คิดถึงมหาชนก็กลัวแล้ว ถ้าคนต่างชาติมาเห็น คงแอบคิดแน่เลยว่าคนไทยต้องฉลาดติดอันดับโลกแน่ๆ วันเสาร์และอาทิตย์เราจะไปหมกตัวอยู่ในเสวนาอะไรสักอย่างที่งานสัปดาห์หนังสือจัดขึ้น ใครไปงานหนังสือขอแนะนำให้ขอสูจิบัตรมาด้วย เพราะจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในรอบปีที่ผ่านมา ข่าวสารต่างๆเป็นบทสรุป และยังมีตารางกิจกรรให้ด้วย สูจิบัตรคราวนี้โดนใจมาก เพราะมีบทความเล็กๆเรื่อง “การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ” หายไป แต่ได้แทบเล็ตมาแทน ซึ่งเราชอบใจเอามากๆ
คราวนี้เป็นทีของสำนักพิมพ์แพรวสุดสัปดาห์มาจัดงานครบรอบ 20 ปี “อ่านเถิดชาวไทย” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ 14:00 – 17:00 งานนี้นอกจากแนะนำหนังสือ “อ่านเถิดชาวไทย” ที่รวบรวมหนังสือกว่าหนึ่งร้อยเล่มที่นักเขียน ดาราและคนในสังคมอื่นๆเป็นคนเลือก ยังเชิญบรรณาธิการและนักเขียนชื่อดังมาร่วมสนทนาตอบคำถามด้วย อาทิ คุณอุทิศ เหมะมูล, คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ, คุณอัศศิริ ธรรมโชติ, คุณไพวรินทร์ ขาวงาม, คุณจิรนันท์ พิตรปรีชา, คุณนิ้วกลม, คุณอัพ ทรงศีล, คุณอนุสรณ์ ติปยานนท์, คุณโอ๋ ฟูตอง งานนี้คุ้มเกินคุ้ม ได้เจอและขอลายเซ็นนักเขียนที่ชื่นชอบ ฟังถามตอบที่ลึกซึ้งกินใจ ถ้าไม่ได้มางานนี้จะไปหาตัวคุณต้น อนุสรณ์ ได้ที่ไหนกัน  อยากบอกว่าประทับใจลอนดอนกับความลับในรอยจูบมาก แต่พี่ต้นดูดุเหลือเกิน และยังคุณจิรนันท์อีก อยากบอกว่า “หนูขอสมัครเป็นลูกสะใภ้ได้มั๊ยคะ” เอ่อ หมายถึงคุณวรรณสิงห์นะ เดี๋ยวคิดว่าเป็นคุณแทนไท



บน : ได้ลายเซ็นคุณต้น อนุสรณ์ และคุณอุทิศด้วย

และในวันอาทิตย์ก็ไปฟังนักเขียนและวาดภาพประกอบชาวไต้หวัน เจ้าของผลงาน “เด็กชายเลขที่ 34” กับผลงานล่าสุด “นักเรียนตัวอย่างแห่งโรงพยาบาลสัตว์ประหลาด” ของสำนักพิมพ์ abook ตอนแรกกะไปนั่งฟังเฉยๆ แต่สุดท้ายก็หลวมตัวซื้อหนังสือทั้งสองเล่มมาครอบครองจนได้ แถมได้ลายเซ็นของคุณเอินจั่วมาด้วย นั่งฟังแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไม abook ถึงไปซื้อลิขสิทธิ์มาจัดพิมพ์ นี่มันหนังสือแนว aday ชัดๆ  
ก่อนจากกันไปในวันอาทิตย์ โปรแกรมหลักของวันนี้คือการไปขอลายเซ็นพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ ปีนี้แถวพี่ตุ้มยาวกว่าเดิม หรือแถวพี่ตุ้มยาวทุกปีแต่ปีนี้เราไปสายก็ไม่รู้ ทักทายพี่ตุ้มว่าปีนี้พี่หน้าเด็กขึ้นนะคะ พี่ตุ้มหัวเราะอารมณ์ดีบอกกลับทันทีว่า เป็นเพราะแสงไฟเค้าจัดมาดีนะน้องเอ๊ย

บน : อันนี้เราเอง ถ่ายกับพี่เอ๋ นิ้วกลม เจอกันทักกันได้เน้อ ^^

และนี่คือหนังสือที่ซื้อกลับมานอกเหนือจาก Bliss Publishing รวมทั้งหมดเบ็ดเสร็จไปทั้งหมด 47 เล่ม

ราคาตัวเงินมิพึงประเมิน แต่รวมบรรยากาศ หนังสือ งานเสวนา ลายเซ็น การได้พบปะพี่ๆนักเขียนและน้องๆนักอ่านที่ต่อคิวรอพี่ตุ้มด้วยกัน ความช่วยเหลือจากพี่ชายที่อุตส่าห์ไปซื้อหนังสือ Bliss publishing ยืนรอขาแข็งกว่าสามชั่วโมง และเหล่าอาอี๊ที่ร่วมเป็นหนอนหนังสือไปขอลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กับพี่เอ๋ นิ้วกลม พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ อย่างสนุกสนาน และยังร่วมเนียนๆไปขอลายเซ็นพี่ต้นอนุสรณ์ และพี่อุทิศ เหมะมูลอีก เป็นความประทับใจที่ประเมินราคาแล้วบอกได้คำเดียวว่า “คุ้มมากๆ” 

 

edit @ 5 Apr 2012 11:03:39 by narumol_tama

++ที่นี่ที่รัก++
ผู้เขียน ทรงกลด บางยี่ขัน
สำนักพิมพ์ abook


So many books, too little time...

ช่างเป็นคำกล่าวที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งกับช่วงเวลาหลังกลับจากการไปเยี่ยมชมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อเหลือบมองดูกองหนังสือที่ซื้อมาท่วมท้นแล้ว ก็ได้แต่ถอดถอนใจ...So many books, too little time... ถ้างานประจำของเราคือการอ่านหนังสือก็คงจะดีไม่น้อย 
 
 
"ไม่ว่าสถานที่หรือคน เราต่างหวังจะเจอที่รักเข้าสักวัน"
 
"ที่นี่ที่รัก" คือผลงานชิ้นล่าสุดของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน หนึ่งในนักเขียนที่เราโปรดปรานจาก "สองเงาในเกาหลี" "นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก" และเล่มล่าสุดที่ขึ้นหิ้งหนึ่งในสิบหนังสือในดวงใจ "ดาวหางเหนือทางรถไฟ" กลับมาครั้งนี้พี่ก้องยังคงยึดแนวถนัดบันทึกการเดินทางเหมือนเดิม เป็นการเดินทางในประเทศที่หลายๆคนยกให้เป็นที่หนึ่ง "ญ๊่ปุ่น" นั่นเอง
 
พี่บิ๊ก ภูมิชาย เขียนคำนิยมไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยมีประโยคที่น่าสนใจว่า "ทรงกลด เลือกญี่ปุ่นได้เหมาะสมและเข้ากับตัวเองมาก" เมื่อพี่บิ๊กเขียนไว้เช่นนี้ มันจำเป็นต้องมีเหตุผลว่าทำไม "ฟุกุโอกะ" จึงเป็นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้พี่ก้อง ทรงกลด หยิบยกขึ้นมาเดินทาง เยี่ยมเยียน และเขียนถึง 

เพียงบทแรก "ที่เหลือเหนือตึก" ทำให้เห็นภาพและคล้อยตามกับพี่บิ๊ก ภูมิชายได้ทันทีว่า "ฟุกุโอกะ" ช่างเป็นเมืองที่เหมาะสมและเข้ากับพี่ก้อง ทรงกลดได้อย่างแท้จริง พี่ก้องเป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรณรงค์เรื่องการรักษาธรรมชาติมาโดยตลอด และคงจะไม่มีที่ไหนที่จะเหมาะสมกับพี่ก้องมากไปกว่าที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่ฟุกุโอกะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองสีเขียวแห่งหนึ่งของโลก

บทแรกทำให้รู้คำตอบระหว่างพี่ก้องและฟุกุโอกะ บทที่สองเป็นต้นไป ทำให้รู้คำตอบว่าทำไมญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศในดวงใจของคนไทยหลายๆคน แค่อ่านบทที่สองใจก็ลอยไปฟุกุโอกะกับพี่ก้องด้วยแล้ว เข้าบทที่สาม สี่ ห้า หก ยิ่งแล้วใหญ่แทบจะอยากตีตั๋วเครื่องบินไปฟุกุโอกะมันซะวันพรุ่งนี้เลย ยิ่งเล่มนี้พี่ก้องหนีบเอาช่างภาพไปรัวชัตเตอร์ด้วย ทำให้ภาพประกอบในเล่มนั้นสวยระดับมืออาชีพจนต้องตะแคงซ้ายขวาหน้าหลังดูว่า มันเป็นภาพถ่ายสถานที่จริงๆหรือเป็นภาพถ่ายโมเดลจำลองกันแน่ แต่ "ที่นี่ทีรัก" จบลงอย่างห้วนๆประหนึ่งว่าการเดินทางครั้งนี้คงยังไม่จบลง ในแง่ของความลึกซึ้งกินใจสมบูรณ์แบบประหนึ่งที่บันทึกการเดินทางพึงมีในบทสรุปจึงยังขาดหายไปจากเล่มนี้ แต่เชื่อแน่ว่าคงมีเล่มสองตามมาในเร็ววัน ขอแค่อย่าต้องให้รอถึงงานหนังสือครั้งต่อไปเลย

ความเป็นญี่ปุ่นที่ซึมซาบอยู่ในตัวคนไทยผ่านสื่อวัฒนธรรมเช่นการ์ตูนญ๊่ปุ่น รายการทีวีเป็นอย่างไร ตัวตนของประเทศญ๊่ปุ่นที่แท้จริงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นราเม็งอร่อยเหาะ ร้านอาหารข้างทางที่ลูกค้าจะต้องนั่งหลังป้ายผ้า พอเห็นแล้วก็คงอดที่จะวิ่งเข้าใส่ไม่ได้ คล้ายๆเวลาที่เราเจอเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอมาหลายปีอย่างนั้น ความกุ๊กกิ๊กน่ารักคิกขุอาโนเนะก็ตลบอบอวลอยู่ในประเทศญี่ปุ่นโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็น ป้ายบอกสถานีรถไฟที่มีรูปการ์ตูนของสถานที่สำคัญของแต่ละสถานีวาดเอาไว้ข้างๆกับชื่อสถานี แผนผังร้านค้าในตลาดสดที่มีภาพการ์ตูนเจ้าของร้านประกอบไว้ หรือแม้แต่รถไฟชินคันเซ็นก็ยังมีดีไซน์น่ารักน่าเอ็นดู 
 
เมื่อบวกกับความใส่ใจในการบริการของร้านอาหาร ร้านค้า หรือสถานที่ต่างๆ กับคุณภาพคับแก้วที่ลงลึกทุกรายละเอียดของสินค้าและบริการนั้นๆ แถมด้วยการดีไซน์ที่เน้นความเข้าใจผู้บริโภคอย่างร้านราเม็งที่พี่ก้องพาเข้าไปเยี่ยมชมในบทที่สาม และการออกแบบของตึกอาคาร สนามกีฬา หรือแม้แต่รถเมล์สีเขียวของเมืองฟุกุโอกะ ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม นึกแล้วก็อดอิจฉาคนญี่ปุ่นไม่ได้ ถ้าตัดเรื่องความเครียดของสังคมเมืองกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำของคนญี่ปุ่นออกไป ญี่ปุ่นคงเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแน่ๆ
 
ถ้าลองไปใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นคงจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับกำลังอาศัยอยู่ในการ์ตูนสักหนึ่งเรื่องและกำลังเดินผ่านตึกรามบ้านช่องตามที่เราได้เคยเห็นในกรอบการ์ตูน กินอาหารในร้านราเม็งป้ายผ้า อาบน้ำในออนเซ็น เดินเล่นในสวนสาธารณะ 
 
บางทีถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ อาจจะเห็นเด็กชายใส่เสื้อสีเหลืองกำลังบินออกมาจากหน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังหนึ่งก็ได้ และเราก็คงจะไม่แปลกใจใดๆ นอกเสียจากอุทานเบาๆว่า "โนบีตะ อยู่บ้านหลังนั้นเองเหรอเนี่ย" และเราก็คงเชื่อว่า โดราเอมอน นั้นมีอยู่จริง

edit @ 1 Apr 2012 23:54:23 by narumol_tama

++ความรักเท่าที่รู้++
ผู้เขียน นิ้วกลม


หนังสือเล่มนี้ถูกหยิบคัดเลือกออกมาจากกองหนังสือท่วมพื้นห้อง (ใช่แล้ว พื้นนะไม่ใช่หิ้งหรือชั้น) ในช่วงที่เดินทางไปเกาหลีคนเดียวเมื่อสัปดาห์ก่อน ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศคนเดียว หนังสือของนิ้วกลมจะเป็นตัวเลือกแรกๆที่ได้อภิสิทธิ์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างประเทศเสมอ เพราะโอกาสในการผิดหวังกับหนังสือของนิ้วกลมค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ถึงไม่อินอย่างไรก็ต้องได้อะไรติดมือมาบ้างหล่ะ และคราวนี้ก็เป็นเล่มนี้ที่ได้รับเกียรติให้เดินทางไปประเทศเกาหลี




...ทุกวัน มีคนเสียใจ เพราะความรัก
ทุกวัน มีคนสุขใจ เพราะความรัก....


"ความรักเท่าที่รู้" เล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานแนวรวบรวมบทความ และบทความที่เกี่ยวกับมุมมองของ "ความรัก" ก็ได้ถูกจับมารวมตัวกันเป็นหนังสือเล่มนี้ ความรักนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ หลายนิยาม ถ้าให้คนหนึ่งล้านคนนิยามความรักหรืออธิบายเรื่องรักของตนเองก็คงจะมีอยู่หนึ่งล้านแบบ หนึ่งล้านเรื่องราว เพราะฉะนั้น เราจึงรู้เฉพาะความรักที่เราประสบพบผ่านมา หรือที่นิ้วกลมเรียกว่า "ความรักเท่าที่รู้" เท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักที่เรารู้ หรือเรื่องรักที่เราไม่รู้ ความรักก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทุกคนเสมอ แต่นั่นหมายถึงเรื่องราวที่เราไปรักใคร ส่วนเรื่องใครมารักเรานั้น อาจไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลยก็ได้

"เมื่อเรารักใคร เรื่องรักเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าใครสักคนรักเรา เรื่องของเขาอาจไม่ได้อยู่ในไดอารี่ด้วยซ้ำ"

หนังสือของนิ้วกลมเป็นหนังสือที่อบอุ่นโรแมนติก แต่เจือจางอารมณ์เศร้าเหงาสะเทือนใจไว้เล็กน้อย เพราะความรักคนเรามันก็ไม่ได้มีแต่อารมณ์อบอุ่นโรแมนติกอยู่ตลอด แท้จริงแล้ว ในชีวิตรักของคนเราน่าจะมีอารมณ์ของความเศร้าเหงาอกหักเป็นสัดส่วนที่มากกว่าด้วยซ้ำ เค้าถึงเรียกกันว่า "Happy Ending" เพราะกว่าจะ Happy มันก็ต้องรอถึง Ending โน่นเลย และด้วยอารมณ์เหงาๆเศร้าๆอบอุ่นๆแบบนี้แหล่ะ "ความรักเท่าที่รู้" เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เราไม่รู้สึกเสียใจที่หยิบติดมือมาอ่านที่เกาหลีเลย เพราะบรรยากาศที่อบอวลอยู่ในหนังสือเล่มนี้มันช่างเหมาะกับประเทศเกาหลีเสียเหลือเกิน..เหงา เศร้า และขาดความอบอุ่น

แต่อย่างที่นิ้วกลมว่าเอาไว้ ความรักมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว และความอินก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวเหมือนกัน เรื่องความรักเท่าที่ (เรา) รู้นั้น เราก็จะอินกับมันเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องความรักที่เราไม่รู้ เราก็อินน้อยบ้างหรือไม่อินเลย แต่ก็พออ่านเพื่อจะได้เพิ่มพูนเรื่องที่เรารู้เกี่่ยวกับความรักบ้าง และแน่นอนเหมือนเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของการอ่านหนังสือของนิ้วกลมที่จะต้องได้หยิบคำพูดเด็ดๆประโยคสวยๆติดไม้ติดมือกลับมาด้วย คราวนี้เราหยิบขึ้นมาได้ถึงสี่ (แอบสปอยล์ไปแล้วหนึ่งประโยค) และในเมื่อความรักและความอินมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว เลยขอเชิญชวนให้ลองอ่านและเลือกหยิบประโยคสวยๆตามแต่ที่ใจของแต่ละคนก็แล้วกัน ประโยคสวยของเรา อาจเป็นประโยคธรรมดาของอีกคนก็ได้

แม้ "ความรักเท่าที่รู้" จะไม่ได้เป็นหนังสือเล่มโปรดที่สุดของนิ้วกลม แต่บทจะอินกับมัน ก็สามารถเรียกน้ำหูน้ำตาให้ไหลพรากไปได้ แม้จะนั่งอยู่ในร้านกาแฟที่มีคนนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ อายไลเนอร์จะเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวความรักที่เราคล้อยตาม (ซึ่งมักจะเป็นความรักของพ่อแม่) จิบคาราเมล มัคคิอาโต้อุ่นๆ ในร้านกาแฟสวยๆ บนประเทศที่ตลบไปด้วยบรรยากาศความเหงา เศร้า และขาดความอบอุ่นที่สุดประเทศหนึ่งบนโลกใบนี้ (ขาดความอบอุ่นจริงๆเพราะอุณหภูมิแค่ 4 องศา) แค่นี้ก็ตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้ได้ไม่ยากแล้ว

เพียงแต่อยากรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเท่ากันตลอดเวลาและสถานที่มั๊ย อ่านที่เกาหลีจะซึ้งมากกว่าอ่านที่เมืองไทยหรือเปล่า และอ่านตอนมีความรักจะอินกว่ามั๊ย เสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มี...

edit @ 15 Mar 2012 16:50:44 by narumol_tama

edit @ 1 Apr 2012 23:54:48 by narumol_tama

Lost and Found - ฐิตวินน์ คำเจริญ

posted on 25 Feb 2012 22:30 by narutama  in Books  directory Entertainment, Idea
++Lost and Found++
ผู้เขียน ฐิตวินน์ คำเจริญ
สำนักพิมพ์ a book
 
He went ten thousand miles...to become a non-loser... ประโยคนี้จั่วอยู่บนหัวหนังสือหน้าปกลายเส้นการ์ตูนเด็กหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียนใส่แว่นหัวเกรียนบุคลิกติ๋มๆ ไม่บอกก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นเนิร์ดตัวพ่อ ลายเส้นการ์ตูนตัดกับพื้นหลังสีส้ม และฟ้อนท์ตัวหนังสือสีขาวใหญ่ยักษ์ว่า "Lost and Found"

นอกจากประโยคจั่วหัวข้างต้นแล้ว คำโปรยปกหลังก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจสุดๆจนต้องหยิบเดินไปจ่ายตังค์ แต่ไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้น่าสนใจไม่เพียงพอถึงได้มาอ่านเอาตอนนี้ทั้งๆที่ตีพิมพ์และซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2552 นู่น

จากปกหลัง...Loser วัยรุ่น อายุ 16 ปี อ้วน สิว ซึมเซา เหม่อลอย มองโลกในแง่ง่อย ไม่ค่อยชอบชีวิตและตัวตนของตัวเอง เขาตัดสินใจหนี! หนีจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆที่น่าเบื่อ เพื่อพาตัวเองข้ามโลกสู่ปารากวัยในอเมริกาใต้ ไกลกว่าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันกิโลเมตรจากบ้านเกิด ที่นั่น เขาพบครอบครัวที่สอง มิตรภาพ ความสนุกสนานของชีวิต และที่คิดไม่ถึง-ตัวตนใหม่ที่ต่างจากเดิมเหมือนคนละคน เรื่องจริงที่ต้องอ่าน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่พอใจกับชีวิตตัวเอง

ปารากวัยหนึ่งปี!! มันช่างเป็นประสบการณ์ชีวิตที่คนไทยหนึ่งในหมื่นแสนหรือล้านจะได้พบเจอ ปกติเราจะพบเห็นแต่เด็กนักเรียนไปเรียนต่ออเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอื่นๆ แต่ไม่ยักจะเจอนักเรียนไปเรียนที่ปารากวัย!! ดินแดนที่ห่างไกลแต่มีสีสันในแบบฉบับอเมริกาใต้ ปารากวัยสำหรับเรา นอกจากนักฟุตบอลกระชากใจ "โรเก้ ซานตา ครูส" แล้วเราก็ไม่รู้จักอะไรอีกเลยนอกจากว่าปารากวัยเป็นหนึ่งในประเทศที่เล่นฟุตบอลเก่งประเทศหนึ่งของโลก

ฐิตวินน์ (หรือ ดีเจปาล์มในปัจจุบัน) แม้ในวัยสิบหก แต่ก็มีกึ๋นอยู่ไม่น้อยระดับที่รู้ตัวได้ว่าชีวิตวัยสิบหกของตัวเองมันไม่เติมเต็ม มีอะไรบางอย่างขาดๆหายๆ ถ้าเป็นเด็กชาติตะวันตก อายุสิบหกก็เป็นวัยปกติที่เติบโตมากพอที่จะเลือกชีวิตเส้นทางที่ตัวเองจะเดินไปได้แล้ว แต่สำหรับเด็กไทย ส่วนมากเรายังอยู่ในกรอบที่พ่อแม่และคนหมู่มากขีดเอาไว้ ปาล์มเองในวัยสิบหกก็ไม่ต่างกัน เลือกเรียนสายวิทย์ที่ตัวเองไม่ได้ชอบ พอค้นพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ จะไปเรียกร้องกับแม่ขอสอบเข้าสายศิลป์ในปีหน้า แม่ก็ส่ายหัว อีกครั้งที่เราคิดว่าคุณปาล์มมีกึ๋นพอตัวที่ไปขอแม่อย่างนั้น เพราะหลายๆคนคงไม่กล้าแม้แต่จะคิด เรื่องที่จะเสียเวลาเรียนไปหนึ่งปีเป็นเรื่องที่รับได้ยากในเมืองไทยเพราะไม่มีใคร "กล้า" ทำกัน (ทั้งๆที่เรียนช้าไปหนึ่งปีก็ไม่ได้ผิดหรือโลกจะแตกซะหน่อย) และอย่างสุดท้ายที่เราว่าคุณปาล์มมีกึ๋นที่สุดก็ตรงที่เลือกที่จะหยุดและออกไปค้นหาตัวเองใหม่ แถมเท่ที่สุดที่เลือกไปเยือนดินแดนอเมริกาใต้อย่างปารากวัย

"Lost and Found" เป็นหนังสือที่อ่านง่ายเหมือนกำลังนั่งฟังใครคนหนึ่งเล่าเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ และหลายๆครั้งก็แอบทำให้เรามีน้ำตาซึมขึ้นมาบ้าง ชีวิตหนึ่งปีที่ปารากวัยของคุณปาล์มมันครบรสครบเครื่องสมกับคำว่า "ชีวิต" เพราะชีวิตก็มีสุขทุกข์ขึ้นลงเศร้าเหงาวนเวียนกันไป บางเรื่องเราก็เลือกที่จะเปลี่ยนได้ บางเรื่องเราก็เปลี่ยนไม่ได้นอกจากเปลี่ยนทัศนคติหรือเปลี่ยนตัวเราเอง คุณปาล์มบอกว่าหนึ่งปีที่ปารากวัยเป็นหนึ่งปีที่สนุกที่สุดในชีวิต หลังจากได้อ่านจบแล้วเราก็เห็นว่ามันจริง ลองได้เตร็ดเตร่เที่ยวเล่นกับเพื่อนๆตลอดทั้งปี มีครอบครัวที่ปากร้ายแต่ใจดีให้พึ่งพิงอาศํย ใครล่ะจะไม่แฮปปี้ แต่มันแปลกตรงที่คุณปาล์มได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักคำว่าเพื่อน ครอบครัว และชีวิตมากกว่าเดิม ผ่านชีวิตเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่หนึ่งปีมากกว่าที่ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ร่ำเรียนในโรงเรียนมา

เมื่อไหร่กันน๊า ที่การศึกษาบ้านเราจะสอนให้รู้จักชีวิตและโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น หรือมันเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยประสบการณ์ชีวิตตัวเองเท่านั้น? แต่อย่างน้อยๆการศึกษาก็ควรสอนให้เรารู้จักตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันสอนกันได้ถ้าการศึกษาไทยสอนให้เน้นความคิดมากกว่าท่องจำ

ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง แล้วเราจะเรียนกันไปเพื่ออะไร...

edit @ 25 Feb 2012 22:58:13 by narumol_tama

edit @ 1 Apr 2012 23:55:05 by narumol_tama

1Q84 เล่ม 1/2 - ฮารุกิ มุราคามิ

posted on 29 Jan 2012 16:48 by narutama  in Books  directory Entertainment, Idea
++1Q84 เล่ม 1/2++
ผู้แต่ง ฮารูกิ มูราคามิ
ผู้แปล มุทิตา พานิช, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์, ปิยะณัฐ จีระกูรวิวัฒน์




จากปกหลัง...เรื่องราวของโลกสองใบที่เคลื่อนมาบรรจบ เรื่องราวของชายหญิงคู่หนึ่งที่ตามหากันและกัน หากทั้งสองจะถูกลิขิตให้พบกันในโลกใบไหน โลกเดิมในปี 1984 หรือใน 1Q84 

จะมีสักกี่คนในโลกน้ีที่ฟังท่อนเปิด ‘ซินโฟนิเอ็ตตา’ ของยานาเช็คแล้วทายถูกว่า นี่คือ ‘ซินโฟนิเอ็ตตา’ ของยานาเช็ค น่าจะอยู่ระหว่าง ‘น้อยมาก’ กับ ‘แทบจะไม่มี’ ประมาณนั้นไม่ใช่หรือแต่ไม่รู้เพราะเหตใดอาโอมาเมะถึงทายถูก

เท็งโกะถามคนรอบข้างทุกคร้ังท่ีมีโอกาสว่า ภาพแรกในชีวิตที่นึกออกนั้นเป็นภาพตอนประมาณอายุเท่าไร สำหรับคนส่วนใหญ่จะเป็นภาพตอนอายุสี่หรือห้าขวบ อย่างเร็วก็สามขวบ ไม่มีรายไหนเลยที่จำก่อนหน้านั้นได้


ตั้งแต่ตอนที่ซื้อ 1Q84 ทั้งสองเล่มมาจากงานสัปดาห์หนังสือ เห็นขนาดความหนากว่า 849 หน้า ก็แอบคิดอยู่ในใจว่า "ต่อให้งานหนังสือปีหน้าเวียนมาอีกรอบ เราก็ยังอ่านมันไม่จบหร๊อก" ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เกิดศรัทธาในตัวเองน้อยนิดขนาดนี้ ทั้งๆที่ปกติเราอ่านงานของ "เฮียมู" จบในเวลาไม่เกินสามวันเสมอ

1Q84 เป็นนิยายที่เหมาะมากสำหรับคนที่เริ่มอ่านงานของมูราคามิเป็นครั้งแรก ขอบอกว่า 1Q84 เป็นเรื่องที่อ่านง่ายที่สุดแล้วในบรรดาเรื่องต่างๆของฮารุกิ มุราคามิ...อ่านง่ายแต่ว่าแต่งยาก เพราะกลิ่นอายของความเป็นมุราคามิยังคงตลบอบอวลอยู่ ทั้งไอเดีย พล็อตเรื่องที่ทั้งแปลกและแหวก แฝงอิทธิพลของ Kurt Vonnegut ในแบบฉบับตะวันออก และยังมาในแพ็คเกจที่ชวนติดตามล่าหาความจริงว่า ไอ้นั่นคืออะไร ไอ้นี่มันเป็นอะไรกันแน่ จริงๆแล้วไอ้โน่นมันคือไอ้นู่นหรือเปล่า ปล่อยให้เดากันไปต่างๆนานา วิ่งไล่ล่าทั้งความจริงในเรื่อง และยังไล่ล่าความคิดของมุราคามิอีก นี่เลยเป็นที่มาของสปีดการพลิกหน้ากระดาษแบบเร็วกว่านรก

1Q84 ใช้เวลาในการอ่านสามอาทิตย์ ถ้าพูดกันตามจริง หนึ่งอาทิตย์ก็อ่านจบได้ ถ้ามีเวลาสามวันยังได้เลย แต่ที่ลากยาวเกินมาสองอาทิตย์เพราะ ขณะกำลังเมามันส์อ่านอยู่นั้นเอง บังเอิญเปิดไปดูผลงานของเฮียมูด้านหลังเล่ม แล้วดันไปสะดุดกับคำว่า "โปรดอดใจรอ 1Q84 เล่มสาม อีกไม่นานนัก" ตายละวา มันมีสามเล่มนี่หว่า เลยหยุดสปีดในการอ่านไว้เพียงเท่านั้น เพราะต่อให้อ่านจบเล่มสอง ความกระจ่างถึงที่สุดก็ยังคงไม่บังเกิดอยู่ดี

แต่ที่ชอบมากยิ่งขึ้นเพราะ 1Q84 เหมือนจะนำเอาวิถีชีวิตของสังคมลงมาอยู่ใน 1Q84 เป็นระยะ กึ่งๆได้อ่านปรัชญาสังคมไปในตัว ซึ่งโดดเด่นกว่าเรื่องอื่นๆที่วิถีชีวิตและสังคมจะมาเป็นฉากหลัง 1Q84 ดึงเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้โดยผ่านคำพูดของตัวละคร

* ใครอยากค้นพบปรัชญาด้วยตนเอง กรุณาข้ามสองประโยคด้านล่าง*

"....แต่ก็อย่างที่เธอพอรู้อยู่แล้ว ผู้คนที่เสาะแสวงหาสภาวะสมองตายด้วยตนเองมีไม่น้อย เพราะมันสบายกว่า ไม่ต้องคิดเรื่องยุ่งยาก..." 

"ผู้คนทั่วไปไม่ได้ต้องการความเป็นจริงที่พิสูจน์ได้ ความเป็นจริงส่วนใหญ่จะเป็นอย่างที่คุณพูด คือมีความเจ็บปวดควบคู่ไปด้วย และมนุษย์แทบทุกคนไม่ได้ต้องการความเป็นจริงที่มีความเจ็บปวดมาด้วยกัน สิ่งที่ผู้คนต้องการคือเรื่องราวสวยงามและสบายใจที่จะทำให้รู้สึกว่าการมีตัวตนของเขามีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น..."


นอกจากปรัชญา 1Q84 ยังมีคำเท่ๆเกี่ยวกับความรัก และความตายอีกด้วย เสมือนสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่เคียงคู่งานของมุราคามิเสมอ ดังเช่นที่ท่านผู้นำกล่าวไว้ว่า "หากไร้ซึ่งความรัก ทุกสิ่งก็เป็นเพียงละครชั้นเลวเท่านั้น" หรือที่อาโอมาเมะคิด "...วิธีตายที่น่าพึงใจมีอยู่ในโลกนี้ด้วยหรือ"

ต้องบอกว่า 1Q84 สองเล่มนี้ ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลายจริงๆ...

edit @ 1 Apr 2012 23:56:01 by narumol_tama