ติ่ง - ปริตตา

posted on 24 Feb 2013 22:49 by narutama in Books directory Entertainment, Diary, Idea
++ติ่ง++
ผู้เขียน ปริตตา
สำนักพิมพ์ Springbooks
 
"ติ่ง" คือชื่อหนังสือ
 
ตอนที่ฉันหยิบหนังสือชื่อเรื่องโคตรสั้น ที่มีคำโปรยบนหน้าปกว่า "เมื่อสาวไทยที่คิดว่าตัวเองเป็นคนมีปัญหากลับใจไปเป็นอาสาสมัครที่อินเดีย" และ "เปลี่ยนความสับสนในชีวิตให้เป็นแรงบันดาลใจ" ขึ้นมาจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ฉันคิดว่า ฉันน่าจะสับสนในชีวิตน่าดู ถึงได้รู้สึกถูกดึงดูดจากคำโปรยเช่นนี้ ที่จริงแล้ว "ควาามสับสนในชีวิต" เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุที่่ฉันพาหนังสือเล่มนี้กลับมาบ้านด้วย
 
 
จากปกหลัง.."ติ่ง" คือ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญ ไม่มีหน้าที่จำเพาะ ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกตัดออกจากชิ้นส่วนหลักได้ ด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของ "คนเป็นติ่ง" ฉันจึงละทิ้งทุกอย่าง ทั้งปัญหาและโอกาสทางการงาน และฉันก็เลือกประเทศอินเดียเป็นสถานลี้ภัย 

ความบังเอิญและเรื่องราวมากมายได้ก่อเกิดที่นั่น อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ฉันต้องกลับมาหวนคิดถึงคุณค่าอันแท้จริงในตัวเอง ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทำให้รู้สึกว่า ตนไม่ได้เป็น "ติ่ง" แต่เป็น "คน" ผู้มีความสำคัญ และคุณค่าไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ๆ เพราะสามารถช่วยเหลือคนรอบข้างได้

"อินเดีย" สำหรับฉันแล้ว ประเทศนี้ดูน่าค้นหาอยู่เสมอ ด้วยวัฒนธรรม ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ สังคมที่แตกต่างจากที่อื่น และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ส่วนใหญ่ที่ไม่ใคร่จะสะดวกสบาย สะอาดสะอ้าน หรือสละสลวย สวยงามมากนัก

"อาสาสมัคร" คือสิ่งที่ฉันชื่นชมมาโดยตลอด เอาเข้าจริงแล้ว ฉันถนัดในการบริจาคกำลังทรัพย์ มากกว่าการบริจาคกำลังกายเพื่อสังคม มีบ้างบางโอกาสที่ฉันลงมือไปเป็นจิตอาสา แต่ก็ไม่ค่อยจะบ่อยเท่าไหร่นัก งานจิตอาสาสำหรับฉันแล้ว เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนอกเหนือไปจากศาสนาพุทธ ยามที่ฉันมีปัญหาในชีวิต นอกจากจะหันหน้าเข้าวัดแล้ว ฉันยังหันหน้าเข้าหางานจิตอาสาอีกด้วย
 
 "ปัญหา" ฟังดูคล้ายจะเป็นญาติห่างๆซึ่งฉันไม่ค่อยจะได้พบเจอมากนักในชีวิตนี้ ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีปัญหาเหมือนอย่างคนอื่นเขา แต่เป็นเพราะฉันไม่ค่อยจะนับเรื่องไหนเป็นปัญหาหรอก ฉันมองมันเป็นแค่งานการอย่างหนึ่งที่ฉันต้องสะสางแก้ไขให้ลุล่วงไป ก็เท่านั้นเอง แต่ฉันก็มีงานการอยู่หนึ่งเรื่อง ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำมือของฉันเพียงคนเดียวในการที่จะสะสางแก้ไข แต่ต้องอาศัยโชคชะตาและคนบนฟ้ามากพอสมควร แน่นอนว่า เรื่องนั้นฉันแก้ไขไม่ได้ มันจึงกลายเป็น "ปัญหา" เรื่องเดียวของฉันโดยสมบูรณ์

และแน่นอน "ความสับสนในชีวิต" ฉันน่าจะผูกพันกับมันอยู่ในระดับสนิทสนมกลมเกลียวเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไอ้ตัว "ปัญหา" ที่ไม่ได้รับการแก้ไขมามากว่าเจ็ดปีแล้ว ก่อให้เกิด "ความสับสน" ให้กับชีวิตและจิตใจของฉันอยู่มากโข สับสนว่า เมื่อไหร่ปัญหาของฉันจะได้รับการแก้ไข และฉันจะมีความสุขเหมือนใครเขาเสียที

นอกจากปัญหาของฉันจะนำมาซึ่งความสับสนในชีวิตแล้ว บางครั้งฉันก็รู้สึกสับสนกับทางเดินชีวิตที่ฉันกำลังเดินอยู่ว่า นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงหรือ แต่เรื่องนั้น สำหรับฉัน มันไม่ใช่ปัญหา หากฉันมั่นใจว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันก็จะลงมือกระทำการบางอย่างเพื่อปูรากฐานไปสู่สิ่งที่ฉันอยากจะทำในอนาคต 

เพียงแต่คำถามที่ว่า "นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงหรือ" นั้น ฉันไม่ใช่คนๆเดียวที่ถามคำถามนี้กับตัวเอง ฉันพบผู้คนมากมายที่เฝ้าถามคำถามเดียวกันนี้ผ่านหนังสือที่ฉันอ่าน ส่วนมาแล้ว พวกเขาออกจะขวางโลกอยู่หน่อยๆ อินดี้อยู่มากๆ และมีอารมณ์ศิลปินค่อนข้างสูง และฉันก็พบคำถามเดียวกันนี้ในหนังสือชื่อ "ติ่ง" อีกครั้งหนึ่ง

"เธอ" คนนี้คือหญิงสาวรุ่นใหม่ที่เคยมีอาชีพการงานที่มั่นคง รายได้ดีหกหลักต่อปี มีคนรัก แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ถามคำถามนี้กับตัวเองว่า "นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงหรือ" และตัดสินใจเดินออกมาหาคำตอบให้กับตัวเองระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เธอก็กลายเป็นคนตกงานถาวร สมัครงานไปก็ไม่มีบริษัทใดเรียกสัมภาษณ์ อยู่ดีๆคนรักก็ต้องเลิกรากันไปเพราะไปทำผู้หญิงอีกคนหนึ่งท้อง ส่วนกลุ่มเพื่อนเก่าก็สลายตัวหายศีรษะกันไปอีก เธอตัดสินใจหลบหนีปัญหาทั้งหมดสักพัก และออกเดินทางไปอินเดีย จากกำหนดการณ์พักผ่อนสองอาทิตย์ เธอบังเอิญได้พบกับเพื่อนเก่าชาวฝรั่งเศส ที่เอ่ยปากชักชวนเธอให้ลองไปเป็นอาสาสมัครด้วยกันที่หมู่บ้านห่างไกลความเจริญ

ฉันไม่รู้ว่ากลุ่มคนจำนวนหยิบมือที่ชอบถามคำถามยากๆกับตัวเองว่า "นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงหรือ" นั้น แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มคนที่โดนสาป ทำให้ไม่เคยพอใจกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่คนหมู่มากเค้าไม่เห็นจะรู้สึกเดือดร้อนกับชีวิตแบบนี้ตรงไหน หรือเป็นกลุ่มคนผู้มีบุญกันแน่ ที่มองข้ามผ่านความพอใจในวัตถุนิยม เพื่อมองหาความหมายให้กับชีวิตและสังคม

ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่ "ติ่ง" ต้องการจะบอกในหนังสือเล่มนี้ นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมฉันถึงต้องลุกขึ้นมาใจบุญสุนทานจิตอาสาอย่างบ้าคลั่ง ในทุกครั้งที่ฉันประสบพบเจอกับปัญหาในชีวิต 

เวลาคนเรามีปัญหา เรามักจะมองปัญหาตัวเองเป็นเรื่องใหญ่และจมจ่อมอยู่กับมัน การออกไปเป็นอาสาสมัคร ทำให้เราตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาของเราเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่มีผลต่อความเป็นความตายของชีวิตเหมือนอย่างที่หลายคนที่ฉันออกไปช่วยเหลือกำลังเผชิญอยู่ แต่หากเรามองมันว่าเป็นเรื่องใหญ่ มันก็จะเป็นเรื่องใหญ่อยู่อย่างนั้น สุดท้ายแล้ว เราก็จะทำได้แค่จมปลักอยู่กับตัวเอง และหลงลืมเผื่อแผ่แบ่งปันสู่คนรอบข้าง ทั้งๆที่นั่นแหล่ะคือกุญแจสำหรับคำตอบ

ฉันชอบบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ สุดท้ายแล้ว "เธอ" บอกกับฉันว่า..."การให้ ทำให้ฉันมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ และทำให้มองเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อืน โดยที่ไม่ต้องเอาตัวไปยึดติดกับเงิน งาน หรือคู่ครอง"
 

edit @ 24 Feb 2013 22:55:14 by narumol_tama

edit @ 24 Feb 2013 23:00:22 by narumol_tama

++ที่นี่ที่รัก++
ผู้เขียน ทรงกลด บางยี่ขัน
สำนักพิมพ์ abook


So many books, too little time...

ช่างเป็นคำกล่าวที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งกับช่วงเวลาหลังกลับจากการไปเยี่ยมชมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อเหลือบมองดูกองหนังสือที่ซื้อมาท่วมท้นแล้ว ก็ได้แต่ถอดถอนใจ...So many books, too little time... ถ้างานประจำของเราคือการอ่านหนังสือก็คงจะดีไม่น้อย 
 
 
"ไม่ว่าสถานที่หรือคน เราต่างหวังจะเจอที่รักเข้าสักวัน"
 
"ที่นี่ที่รัก" คือผลงานชิ้นล่าสุดของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน หนึ่งในนักเขียนที่เราโปรดปรานจาก "สองเงาในเกาหลี" "นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก" และเล่มล่าสุดที่ขึ้นหิ้งหนึ่งในสิบหนังสือในดวงใจ "ดาวหางเหนือทางรถไฟ" กลับมาครั้งนี้พี่ก้องยังคงยึดแนวถนัดบันทึกการเดินทางเหมือนเดิม เป็นการเดินทางในประเทศที่หลายๆคนยกให้เป็นที่หนึ่ง "ญ๊่ปุ่น" นั่นเอง
 
พี่บิ๊ก ภูมิชาย เขียนคำนิยมไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยมีประโยคที่น่าสนใจว่า "ทรงกลด เลือกญี่ปุ่นได้เหมาะสมและเข้ากับตัวเองมาก" เมื่อพี่บิ๊กเขียนไว้เช่นนี้ มันจำเป็นต้องมีเหตุผลว่าทำไม "ฟุกุโอกะ" จึงเป็นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้พี่ก้อง ทรงกลด หยิบยกขึ้นมาเดินทาง เยี่ยมเยียน และเขียนถึง 

เพียงบทแรก "ที่เหลือเหนือตึก" ทำให้เห็นภาพและคล้อยตามกับพี่บิ๊ก ภูมิชายได้ทันทีว่า "ฟุกุโอกะ" ช่างเป็นเมืองที่เหมาะสมและเข้ากับพี่ก้อง ทรงกลดได้อย่างแท้จริง พี่ก้องเป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรณรงค์เรื่องการรักษาธรรมชาติมาโดยตลอด และคงจะไม่มีที่ไหนที่จะเหมาะสมกับพี่ก้องมากไปกว่าที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่ฟุกุโอกะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองสีเขียวแห่งหนึ่งของโลก

บทแรกทำให้รู้คำตอบระหว่างพี่ก้องและฟุกุโอกะ บทที่สองเป็นต้นไป ทำให้รู้คำตอบว่าทำไมญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศในดวงใจของคนไทยหลายๆคน แค่อ่านบทที่สองใจก็ลอยไปฟุกุโอกะกับพี่ก้องด้วยแล้ว เข้าบทที่สาม สี่ ห้า หก ยิ่งแล้วใหญ่แทบจะอยากตีตั๋วเครื่องบินไปฟุกุโอกะมันซะวันพรุ่งนี้เลย ยิ่งเล่มนี้พี่ก้องหนีบเอาช่างภาพไปรัวชัตเตอร์ด้วย ทำให้ภาพประกอบในเล่มนั้นสวยระดับมืออาชีพจนต้องตะแคงซ้ายขวาหน้าหลังดูว่า มันเป็นภาพถ่ายสถานที่จริงๆหรือเป็นภาพถ่ายโมเดลจำลองกันแน่ แต่ "ที่นี่ทีรัก" จบลงอย่างห้วนๆประหนึ่งว่าการเดินทางครั้งนี้คงยังไม่จบลง ในแง่ของความลึกซึ้งกินใจสมบูรณ์แบบประหนึ่งที่บันทึกการเดินทางพึงมีในบทสรุปจึงยังขาดหายไปจากเล่มนี้ แต่เชื่อแน่ว่าคงมีเล่มสองตามมาในเร็ววัน ขอแค่อย่าต้องให้รอถึงงานหนังสือครั้งต่อไปเลย

ความเป็นญี่ปุ่นที่ซึมซาบอยู่ในตัวคนไทยผ่านสื่อวัฒนธรรมเช่นการ์ตูนญ๊่ปุ่น รายการทีวีเป็นอย่างไร ตัวตนของประเทศญ๊่ปุ่นที่แท้จริงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นราเม็งอร่อยเหาะ ร้านอาหารข้างทางที่ลูกค้าจะต้องนั่งหลังป้ายผ้า พอเห็นแล้วก็คงอดที่จะวิ่งเข้าใส่ไม่ได้ คล้ายๆเวลาที่เราเจอเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอมาหลายปีอย่างนั้น ความกุ๊กกิ๊กน่ารักคิกขุอาโนเนะก็ตลบอบอวลอยู่ในประเทศญี่ปุ่นโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็น ป้ายบอกสถานีรถไฟที่มีรูปการ์ตูนของสถานที่สำคัญของแต่ละสถานีวาดเอาไว้ข้างๆกับชื่อสถานี แผนผังร้านค้าในตลาดสดที่มีภาพการ์ตูนเจ้าของร้านประกอบไว้ หรือแม้แต่รถไฟชินคันเซ็นก็ยังมีดีไซน์น่ารักน่าเอ็นดู 
 
เมื่อบวกกับความใส่ใจในการบริการของร้านอาหาร ร้านค้า หรือสถานที่ต่างๆ กับคุณภาพคับแก้วที่ลงลึกทุกรายละเอียดของสินค้าและบริการนั้นๆ แถมด้วยการดีไซน์ที่เน้นความเข้าใจผู้บริโภคอย่างร้านราเม็งที่พี่ก้องพาเข้าไปเยี่ยมชมในบทที่สาม และการออกแบบของตึกอาคาร สนามกี